2007/May/30

สวัสดีค่ะ ชื่อเอมนะคะ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ และคาราวะอีก 1 ครั้ง จากนั้นเงยหน้าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม (ก็ฝ่ายบุคคลเค้าบอกให้ทำอย่างนี้ มันเป็นบริษัทญี่ปุ่นอ่ะค่ะ ถือการคารวะเป็นเรื่องธรรมดา ปัจจุบันก็ติดคารวะอย่างนี้อยู่ แบบว่าชินค่ะ)

แนะนำตัวเสร็จ รุ่นพี่รับน้อง มอบอาวุธคู่กาย มีคัตเตอร์ 1 อัน ขวดน้ำยา Adhesive ต่าง ๆ ที่เป็นกรดแรง ๆ เป็นสารระเหย วันแรกได้กลิ่นมึนมาก จากนั้นรู้สึกว่า หากไม่ได้กลิ่นวันใด เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง (เวงกรำ...ติดทินเนอร์ซะแร้ววววว - _-)

พี่เค้าให้นั่งแกะฟิล์มอ่ะค่ะ เริ่มหัดตั้งแต่ ง่าย ๆ จาก 2 ชั้น เลื่อนเป็น 3 ชั้น การแกะชั้นฟิล์มนี้เค้าบอกว่าตรวจค่า Laminate strength หรือค่าความติดแน่นของน้ำยากาวว่าได้ค่าสูงไหม เพราะว่าผลิตภัณฑ์ของลูกค้านั้นมีความเป็นด่างสูง เวลาบรรจุน้ำยาเข้าไป และปิดผนึก และเอาขึ้นหิ้ง (shelf) ต้องไม่มีอาการ Delaminate หรืออาการรั่วออกมา ยิ่งแกะยากยิ่งดี ทำอย่างนี้มาประมาณ 1 เดือน และก็เริ่มมีงานเข้ามามากขึ้น

หลังจากที่ศึกษาส่วนประกอบ และเรียนรู้กระบวนการผลิต อีกทั้งเริ่มช่ำชองเรื่องการแกะฟิล์มแยกชั้น (พัฒนาการจนเป็นเซียน) ทีนี้ก็เริ่มได้รับทำงานใหม่เพิ่ม คือ เริ่มจับงานโปรเจคใหญ่ ให้ทำตั้งแต่การรับ Art-work การกำหนดสเปกเบื้องต้น วางแผนการทำงานตัวอย่าง ติดตาม Inkjet เสมือนงานจริง และจนกระทั่งเอางานลงเครื่องจริง ๆ และติดตามการส่งสินค้าชิ้นนี้ออกตลาดครั้งแรก งานแรกที่จับค่ะ เป็นงานง่าย ๆ แต่พิมพ์ไม่ง่ายอย่างที่คิด ทั้งที่เป็นงานพิมพ์สีเดียว แต่โดนส่งคืนจากลูกค้าประจำเพราะว่าสีไม่เหมือน จนมาถึงงานที่ยาก งานนี้ได้รับฉายาว่า โอโมจัง ....ใช่แล้วค่ะ เป็นงานผลิตซอง Gusset ของผงซักฟอกยี่ห้อดังของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง

งานนี้ท้าทายดีเหมือนกัน เราเริ่มจับตั้งแต่การทำงานตัวอย่าง และทำลองทำซองตัวอย่างไปให้ลูกค้า โดยรายละเอียดเป็นงานที่ยากมาก เพราะสีที่ใช้ชอบเพี้ยนประจำ ส่วนงานง่ายที่จับมาตั้งแต่เริ่มโปรเจคก็จะเป็นงานพิมพ์พวกฟิล์มห่อหุ้มขวดน้ำ ที่เห็นกันเกลื่อนกลาดในท้องตลาด เกือบทุกยี่ห้อ เราเป็นคนติดตามและรับผิดชอบอ่ะค่ะ

ขอบอกงานเบื้องหลังอย่างนี้เหนื่อยมากนะคะ วันไหนมีการเดินงานตอน 4 ทุ่มถ้าเป็นงานแก้ไข ต้องอยู่ดูด้วยนะ คุมหน้าเครื่องเลย ไม่ผ่านก็ต้องรอจนผ่าน ไม่ค่อยได้กลับบ้านตามเวลา ช่วงนั้นทำงานจนไม่มีเวลาใช้เงินเลยค่ะ เหนื่อยมาก


2007/May/30

จากที่แรก ก็มาบริษัทที่สอง ปัจจุบันก็ยังอยู่นะ ก็หาสมัครตามหนังสือ ดีใจเหมือนกันที่ผลตอบรับเรียกสัมภาษณ์มีเข้ามามาก เราก็เลยไล่สมัคร เลือกบริษัทที่ทำปัจจุบันเป็นที่แรก ประมาณว่าลองยาไปก่อน เดินเข้าไปถึงบริษัทรองเท้าสายรัดสุดเซ็กซี่เราขาดอย่างกระทันหัน ทำเอาคนที่มาสมัครด้วยคิดมาก ทราบทีหลังเพราะเค้าคนนั้นค่อนข้างเชื่อโชคลาง ว่าเราน่าจะได้ทำงานที่นี่ และมาชิงดำกับตำแหน่งเค้า (เฮ้อ !! คิดได้ปานนั้นเลย)

พอถึงอาคาร แจ้งความประสงค์ว่ามาทำไม ก็ตอบไปว่านัดมาสัมภาษณ์ อันนี้ขอแนะนำน้อง ๆ นะคะถ้าโดนถามอย่างนี้ให้ตอบไปด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส่นะคะ เพราะถ้าไปทำเหนียม เงียบ ๆ บอกเลยว่าลับหลังโดนนินทากระจาย ประจำเห็นบ่อย ๆ ว่าพนักงานที่ทำหน้าที่ต้อนรับมักจะชอบนินทาลับหลังเสมอ ว่าดูขาดความมั่นใจอย่างนั้น , ท่าทางแปลก ๆ อย่างนี้ สารพัด พวกนี้แปลก ทำไมไม่คิดถึงตอนตัวเองมาสมัครบ้างหนอ

เอาล่ะเข้าเรื่อง .....จากนั้นก็กรอกแบบสอบถาม จะให้ดีเอาโพยไปด้วยก็ดีนะคะ เตรียมมาทั้งภาคภาษาไทยภาษาอังกฤษ และทำข้อสอบวัดเชาว์ทั่วไป เวลาเจอคำถามวัดความฉลาดทางอารมณ์ หรือเรียกกันว่า EQ แนะนำให้ตอบแบบคุณหนูไปเลย เช่น รักเด็กไหม ตอบไปเลยว่ารักเด็กค่ะ ยอมรับข้อสอบ EQ มันดูดัดจริตชอบกล แต่ขอให้ตอบแบบไม่ใช่ตัวเรานัก ตอบแบบนางงามอ่ะ แล้วคะแนนคุณจะได้พุ่งปรี๊ดเลย ส่วน IQ ก็เรื่องความสามารถทางภาษา และการคำนวณ อันนี้คงไม่ต้องอธิบายนะจ๊ะ หากมีความรู้รอบตัวจะดีมาก ส่วนตัวเคยเจอข้อหนึ่งถามว่า...ทีมฟุตบอล 1 ทีมมีสมาชิกกี่คน O_o เวงกรำ !!! ไม่รู้จริง ๆ ตอบไป 15 คนค่ะ เพล้งงงงงง ...ผิด โดนล้อจนถึงบัดนี้ ก็ไม่ค่อยสนใจเลยไม่รู้

เข้าห้องสัมภาษณ์.....เค้าเห็นเราแนะนำตัวเขียนชีวประวัติเป็นภาษาอังกฤษตลอด เค้าเลยสัมภาษณ์เราเป็นภาษาอังกฤษอยู่คนเดียว คนเดียวจริง ๆ (ทำไมเป็นงี้ไม่รู้ แต่คิดว่าก็ดี ที่เราได้งานนี้เพราะภาษาช่วย) สัมภาษณ์เสร็จก็เดินกลับค่ะ ถึงบ้านนั่งพักไม่ถึง 1 ชั่วโมง ทางบริษัทนั้นเรียกมาบอกผลเลยว่าได้ และให้เข้าไปทำงานอาทิตย์หน้าซึ่งตรงกับวันที่ 16 ของเดือนนั้น ปกติค่ะ การรับคนเข้าทำงานเค้าจะแบ่งเป็นให้เข้าเริ่มงานต้นเดือน กับกลางเดือน ส่วนเราได้กลางเดือนลำบากหน่อย เพราะต้องทนทำงานไปแบบไม่ได้รับเงินเดือนจนถึงสิ้นเดือนถัดไป แต่เงินเดือนจะได้เป็นจำนวน 1 เดือนครึ่งค่ะ เยอะดี แต่ทรมารมากเลยอ่ะ ขอตังส์แม่มาทำงานทุกวันเลย แม่จ๋าขอตังส์......

ตอนนั้นตำแหน่งที่ทำเป็น Technical and Development ให้ตายซิ เหวอมากค่ะ ไม่ได้จบ Packaging แต่ดันได้ทำตำแหน่งนี้ซะงั้น แต่เหตุผลเค้าเข้าท่ามาก เค้าบอกว่าต้องคนรู้ภาษาอังกฤษเท่านั้น คิดในใจ.เออ ... แปลกดี เอาฟระขอลองสู้สักตั้ง

2007/May/30

ก่อนจะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็มีคนแนะนำให้ลองเขียนเรื่องชีวิตการทำงานในระบบโรงงานดูบ้าง ยุขึ้นเสียเลย จึงตั้งใจจะเริ่มตั้งแต่วันแรกของการมาสมัครงานเลย เอามาจากความทรงจำสีจาง ๆ มีสุข ทุกข์ เคล้าไป เริ่มเลยละกันนะ

ปล. จะเขียนไปเรื่อย ๆ นะคะขาด ๆ ไปบ้าง แต่จะกลับมาเติมค่ะ

สมัครงานที่แรก

ว่าด้วยเรื่องการสมัครงาน เป็นคำที่ยอดฮิตจริง ๆ ไม่มียุคไหนเลยที่จะไม่ใช้คำนี้ เรียนจบก็ต้องหางานทำ ก่อนจะได้งานก็ต้องมาสมัครงานเสียก่อน เราก็เหมือนคนอื่น ๆ อยากได้เงิน ได้งาน จึงร่อนใบสมัคร โดยหากรอกตามหนังสือหางานต่าง ๆ แล้วบุญบันดาลได้มาสมัครงานที่มีคนหนึ่งเค้าแนะนำมา (ยอมรับตรง ๆ ว่าเส้น แต่อยู่ได้ไม่นานหรอก กำลังจะเล่าต่อไป)

บริษัทแรกในชีวิตการทำงานเป็นบริษัทขายตรง เราตั้งใจสมัครเป็นสาวออฟฟิตธรรมดา แต่เจ้าของเค้าเห็นว่าเราจบเลขานุการมา ขณะนั้นกำลังขาด เลยเตะเราเข้าไปอยู่ในนั้นแทน ประกอบมีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรม เพราะจบโปรแกรมเมอร์มาด้วย เลยให้ทำควบไปกับหน้าที่ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ และสอนการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปต่าง ๆ (โฆตรเซ็งเลย ..อารมณ์นั้นจริง ๆ เงินเดือนน้อยอ่ะ กลับดึก) เพื่อนร่วมงานเป็นผู้ใหญ่กว่าเรา ส่วนเราน่ะเหรอตอนนั้นเด็กสุด โดนใช้ง่ายที่สุด เค้าชอบบอกว่ารักน้อง จึงรับน้องด้วยการใช้บ่อย ๆ ทนทำมา 7 เดือน เพราะกลับดึก ประกอบกับช่วงนั้นมีเหตุการณ์ฟองสบู่แตกขึ้น บรรดาบริษัทต่าง ๆ เค้านิยมลดเงินเดือนพนักงานกัน เราก็โดน เลยลาออกมาเลย หาใหม่ ไม่ง้อหรอก

............อ่อ..ลืมบอกตำแหน่งที่ทำชื่อโก้ไม่เบา เรียกแล้วหรูชะมัด คือ ตำแหน่งเลขานุการฝ่ายบริหารและการตลาด (อย่าคิดว่าตำแหน่งหรู และเงินเดือนจะสูงนะคะ ผิดค่ะ ได้มาชักหน้า ไม่ถึงหลังเลย


edit @ 2007/05/30 15:53:37